มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โดยสำนักวิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ร่วมกับศูนย์วิจัยภูมิศาสตร์สังคมและวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (GSCR) และสมาคม Inter-Asia Cultural Studies Society จัดการประชุมวิชาการนานาชาติ Inter-Asia Cultural Studies Conference ครั้งที่ 15 ครั้งแรกในประเทศไทย ระหว่างวันที่ 23–25 กรกฎาคม 2568 ณ โรงแรมทวินโลตัส และมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ภายใต้หัวข้อ “Geo-Social Connection: The Continuing Journey of Critical Inquiry” หรือ “การเชื่อมโยงทางภูมิศาสตร์และสังคม: การเดินทางอย่างต่อเนื่องของการตั้งคำถามเชิงวิพากษ์”
การประชุมในครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพตั้งแต่เริ่มจัดขึ้นในปี พ.ศ. 2541 โดยมีนักวิจัย ศิลปิน และนักศึกษากว่า 450 คน จากกว่า 15 ประเทศในเอเชีย ออสเตรเลีย ยุโรป และสหรัฐอเมริกา เข้าร่วม เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์วิจัย และส่งเสริมความร่วมมือด้านวิชาการระดับนานาชาติในด้านการศึกษาเชิงวัฒนธรรม สื่อ และการผลิตองค์ความรู้ในภูมิภาค

ภายในพิธีเปิด ภายในพิธีเปิดได้รับเกียรติจาก นายเอกชัย สุนทร ปลัดจังหวัดนครศรีธรรมราช รองศาสตราจารย์ ดร.สุรินทร์ ไหมศรีกรด รองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศและพัฒนาการเรียนการสอน มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และ Dr. Andy Chih-ming Wang ประธานสมาคม Inter-Asia Cultural Studies Society

โดย รองศาสตราจารย์ ดร.สุรินทร์ ไหมศรีกรด รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุม โดยเน้นว่า มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์มุ่งมั่นส่งเสริมการเรียนรู้ที่ลึกซึ้งและมีจริยธรรม เพื่อพัฒนานักศึกษาและนักวิชาการให้พร้อมเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์

Dr. Andy Chih-ming Wang ประธานสมาคม Inter-Asia Cultural Studies Society กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการรวมตัวครั้งสำคัญของเครือข่ายหลังสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งถือเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านสู่คนรุ่นใหม่ โดยมุ่งเน้นบทบาทของเยาวชนในการสร้างความสัมพันธ์ ความเข้าใจ และมิตรภาพที่ยั่งยืน พร้อมเปิดพื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นแม้จะต่างมุมมอง

ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สิริพร สมบูรณ์บูรณะ ประธานจัดการประชุม ผู้อำนวยการศูนย์ GSCR และอาจารย์ประจำสำนักวิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ กล่าวว่าการประชุมครั้งนี้เน้นการผลักดันแนวคิด “Inter-Asia Referencing” ที่ส่งเสริมให้นักวิชาการในเอเชียอ้างอิงและเชื่อมโยงกันเอง เพื่อสร้างฐานองค์ความรู้ที่ตอบโจทย์บริบทของภูมิภาคอย่างแท้จริง แทนที่จะยึดถือกรอบแนวคิดตะวันตกเป็นหลัก

ทั้งนี้ การจัดประชุมยังสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (SDG) เป้าหมายที่ 17 “หุ้นส่วนเพื่อการพัฒนา” โดยเปิดโอกาสให้คณาจารย์สร้างเครือข่ายทางวิชาการ และให้นักศึกษาได้มีบทบาทเป็นเจ้าภาพภาคสนาม เรียนรู้ทักษะการสื่อสาร การจัดงาน และมารยาททางสังคมที่จำเป็นในบริบทนานาชาติ






